มงคลที่ 33 เห็นอริยสัจจ์

แม่บทของศาสนา
     ประเทศมีรัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุด เป็นแม่บทของกฏหมายอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน ทุกศาสนาในโลกต่างก็มีหลักธรรมคำสั่งสอนที่เป็นแม่บทของศาสนานั้นๆ
     แม่บทของพระพุทธศาสนาก็คือ อริยสัจจ์ 4

อริยสัจจ์ 4
     อริยสัจจ์ 4 คือความจริงที่มีอยู่ในโลกแต่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือทั้งรู้ และเห็น แล้วทรงชี้ให้เราดู ได้แก่
     1. ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจต่างๆ
     2. สมุทัย คือสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
     3. นิโรธ คือความดับทุกข์
     4. มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อไปสูความดับทุกข์
     ถ้าจะเปรียบกับโรค
     ทุกข์ ก็เปรียบเหมือน สภาพที่ป่วยเป็นโรค
     สมุทัย ก็เปรียบเหมือน ตัวเชื้อโรค
     นิโรธ ก็เปรียบเหมือน สภาพที่หายจาคโรค แข็งแรงแล้ว
     มรรค ก็เปรียบเหมือน ยารักษาโรคที่ให้หายป่วย

     อริยสัจจ์ที่ 1 ทุกข์
     ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ความทุกข์นั้นมี 11 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
          1. สภาวทุกข์ คือทุกข์ประจำ เป็นความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องมี ทุกข์ชนิดนี้มี 3 ประการได้แก่
          1.1 ชาติ การเกิด
          1.2 ชรา การแก่
          1.3 มรณะ การตาย
          2. ปกิณณกทุกข์ คือทุกข์จร เกิดกับแต่ละคนด้วยระดับที่ต่างกันออก ไม่แน่นอน ทุกข์จรนี้มีอยู่ 8 ประการ ได้แก่
          2.1 โสกะ ความโศก ความแห้งใจ ความกระวนกระวาย
          2.2 ปริเทวะ ความคร่ำครวญรำพัน
          2.3 ทุกขะ ความเจ็บไข้ได้ป่วย
          2.4 โทมนัสสะ ความน้อยใจ ซึ้งเคียด
          2.5 อุปายาสะ ความท้อแท้กลุ้มใจ ความอาลัยอาวรณ์
          2.6 อัปปิเยหิ สัมปโยคะ ความขัดข้องหมองมัว ตรมใจ จากการประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก
          2.7 ปิเยหิ วิปปโยคะ ความโศกเศร้าโศกา เมื่อพลัดพลากจากของรัก
          2.8 ยัมปิจฉัง น ลภติ ความหม่นหมองจากการปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้น

     อริยสัจจ์ที่ 2 สมุทัย
     สมุทัย คือเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลายดังกล่าวข้างต้น สาเหตุมาจาก ตัณหา คือความทะยานอยากที่มีอยู่ในใจของเราเอง แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
          1. กามตัณหา คือความอยากได้
          2. ภวตัณหา คือความอยากเป็น
          3. วิภวตัณหา คือความอยากไม่เป็น

     อริยสัจจ์ที่ 3 นิโรธ
     นิโรธ คือคือความดับทุกข์ หมายถึง สภาพใจที่หมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง ทำให้หมดตัณหาจึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่งสงบตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายมีความสุขล้วนๆ

     อริยสัจจ์ที่ 3 มรรค
     มรรค คือวิธีปฏิบัตเพื่อให้พ้นทุกข์ มี 8 ประการ ได้แก่
          1. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ เบื้องต้น คือความเห็นถูกต่างๆ
          2. สัมมาสังกัปปะ มีความคิดชอบ คือคิดออกจากกาม คิดไม่ผูกพยาบาท คิดไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
          3. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกแยก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ อวดอ้างความดีของตัว หรือทับถมคนอื่น
          4. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และประพฤติพรหมจรรย์ เว้นจากการเสพกาม
          5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ คือเลิกการประกอบอาชีพเล้ยงชีวิตในทางที่ผิด แล้วประกอบอาชีพในทางที่ถูก
          6. สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบ คือเพียรป้องบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เพียรสร้างกุศลคุณความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรบำรุงกุศลคุณความดีที่เกิดขึ้น แล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น
          7. สัมมาสติ มีความระลึกชอบ คือไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน มีสติรู้ตัว ระลึกได้ หมั่นตามเห็นภายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมอยู่เสมอ
          8. สัมมาสมาธิ มีจิตตั้งมั่นชอบ คือมีใจตั้งมั่หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ตามเห็นภายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จนบรรลุฌาณขั้นต่างๆ ไปตามลำดับ จากสมาธิที่เป็นระดับโลกียะไปสู่สมาธิที่เปนระดับโลกุตตระ
          ถ้าย่อเข้าก็จะได้แก่ไตรสิกขา หัวใจพระพุทธศาสนา ดังนี้
          ศีล แยกออกเป็น สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
          สมาธิ แยกออกเป็น สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
          ปัญญา แยกออกเป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ

การเห็นอริยสัจจ์
     การเห็นอริยสัจจ์แต่ละข้อ จะต้องเห็นถึง 3 รอบ รวม 4 อริยสัจจ์ เท่ากับ 12 ครั้ง เราเรียก รอบ 3 อาการ 12 ของอริยสัจจ์
     การเห็นอริยสัจจ์แปลกกว่าการเห็นอย่างอื่น คือเมื่อเห็นแล้วจะสามารถทำได้ด้วย เปรียบได้ดังนี้ รู้ว่านี่ เป็นยา, รู้ว่ายานี้วควรกิน, รู้ว่ายานี้เราได้กินแล้ว
     การเห็นอริยสัจจ์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อเห็นข้อใดข้อหนึ่ง ข้อที่เหลือก็จะเห็นได้หมด

อานิสงส์การเห็นอริยสัจจ์
     การเห็นอริยสัจจ์ไม่อาจเห็นด้วยตาเนื้อของมนุษย์ จะเห็นได้ด้วยธรรมจักษุเท่านั้ เมื่อเราเห็นอริยสัจจ์ด้วยธรรมจักษุแล้ว เราก็จะเข้าใจถึงความเป็นไปอันแท้จริงของโลก และชีวิตว่ามีแต่ทุกข์ ที่ว่า สุขๆ กันนั้น แท้ที่จริงก็คือ ช่วงความน่าขยะแขยงของบาป เป็นความเข้าใจที่เข้าไปในใจจริงๆ

 

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มารับค่ะ...สาธุbig smile

#1 By ยายแม่บ้าน on 2008-01-15 12:07

sad smile

#2 By (58.147.37.129) on 2008-08-07 18:19