มงคลที่ 37 จิตปราศจากธุลี

จิตปราศจากธุลีคืออะไร ?
     ธุลีแปลว่า ฝุ่นละอองที่ละเอียดมาก ในที่นี้หมายถึงกิเลสอย่างละเอียดที่เกาะ ซึม แทรก หุ้มใจของเราอย่างซ่อนเร้นบางๆ ทำให้ความผุดผ่อง ความใสสะอาดเสียไป ถ้าไม่สังเกตจะไม่เห็นไม่รู้
     จิตปราศจากธุลี หมายถึง จิตที่หมดกิเลสแล้วทั้งหยาบทั้งละเอียด อย่างถอนรากถอนโคน ไม่มีทางฟื้นกลับเข้ามาในใจได้อีก ทำให้จิตสะอาดผ่องใส นุ่มนวลควรแก่การงาน ได้แก่ จิตของพระอรหันต์

ประเภทของกิเลส
     1. ตระกูลราคะหรือโลภะ คือความกำหนัดยินดี รัก อยากได้ ในคน สัตว์ สิ่งของ หรืออารมณ์ที่น่าใคร่ มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ดังนี้
          1.1. อภิชฌาวิสมโลภะ ความโลภอย่างแรงจนกระทั่งแสดงออกมา
          1.2. อภิชฌา ความเพ่งเล็งทรัพย์ของผู้อื่น จ้องๆ จะเอาของเขาละ แต่ยังสงวนท่าที ไม่แสดงออก
          1.3. โลภะ ความอยากได้ ความโลภ
          1.4. กามราคะ ความพอใจในกาม รักเพศตรงข้าม ยังมีความรู้สึกทางเพศ หรือยังยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
          1.5. รูปราคะ ความติดใจยินดีในอารมณ์ของรูปฌาณ เป็นเรื่องของผู้ฝึกสมาธิจนได้รูปฌาณแล้ว
          1.6. อรูปราคะ ความติดใจยินดีในอารมณ์ของอรูปฌาณ เป็นเรื่องของผู้ฝึกสมาธิจนได้อรูปฌาณ
          ข้อ 1.4-1.6 นี้แหละจัดเป็นกิเลสละเอียด ที่เรียกว่า ธุลีในตระกูลราคะ
     2. ตระกูลโทสะ คือความไม่ชอบใจ ความคิดร้าย คิดทำลายผู้ที่ทำให้ตนโกรธ มตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด ดังนี้
          2.1. พยาบาท ความผูกอาฆาต จองเวร อยากแก้แต้น ไม่ยอมอภัย บางที้ามภพข้ามชาติกยังไม่ให้อภัย
          2.2. โทสะ ความคิดร้าย คิดทำลาย
          2.3. โกธะ ความเดือดดาลใจ คือคิดโกรธแต่ยังไม่ถึงกับคิดทำร้ายใคร
          2.4. ปฏิฆะ ความขัดใจ เป็นความไม่พอใจลึกๆ ยังไม่ถึงกับโกรธ แต่มันขัดใจ
          ข้อ 2.4 นี้แหละจัดเป็นธุลี กิเฃสฃะเอียดในตระกูลโทสะ
     3. ตระกูลโมหะ คือความหลง เป็นอาการที่จิตมืดมน ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักบุญบาป ส่วนความไม่รู้วิทยาการต่างๆ ไม่ใช่โมหะ คนที่มีความรู้วิทยาการมากเพียงใด มีปริญญากี่ใบก็ตาม หากยังไม่รู้จักบุญบาป ไม่รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำละก็ ได้ชื่อว่าตกอยู่ในโมหะทั้งนั้น กิเลสตระกูลโมหะ มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียดดังนี้
          3.1. มิจฉาทิฏฐิ ควาเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
          3.2. โมหะ ความหลงผิด ความไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
          3.3. สักกายทิฏฐิ ควาเห็นว่ามีตัวตน เช่น คิดว่าร่างกายนี้เป็นของเราจริงๆ
          3.4. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในการปฏิบัติธรรม
          3.5. สีลัพพตปรามาส ความติดอยู่ในศีลพรอันงมงาย เช่น เชื่อหมอดู เชื่อศาลพระภูมิ
          3.6. มานะ ความถือตัว ถือเขาถือเรา
          3.7. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน เป็นอาการที่จิตไหวกระเพื่อมน้อยๆ ยังไม่หยุดนิ่งสนิทบริบูรณ์ไม่ได้หมายถึงความฟุ้งซ่านไม่รุ้เหนือไม่รู้ใต้อย่างที่คนทั่วไปเป็น
          3.8. อวิชชา ความไม่รู้พระสัทธรรม เช่น ไม่รู้ว่าตัวเรามาจากไหน เกิดมาทำไม ตายแล้วจะไปไหน
          ข้อ 3.3-3.8 เป็นธุลี กิเลสอย่างละเอียดในตระกูลโมหะ
     โดยสรุป ธุลี หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดทั้ง 3 ตระกูล รวม 10 ประการ ได้แก่
     1. สักกายทิฏฐิ
     2. วิจิกิจฉา
     3. สีลัพพตปรามาส
     4. กามาราคะ
     5. ปฏิฆะ
     6. รูปราคะ
     7. อรูปราคะ
     8. มานะ
     9. อุททธัจจะ
     10. อวิชชา
     ทั้ง 10 ประการนี้เรียกว่า สังโยชน์ 10

ระดับโทษของกิเลสทั้ง 3 ตระกูล
     ราคะ ีโทษน้อย แต่คลายช้า
     โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว
     โมหะ มีโทษมากด้วย คลายช้าด้วย

ข้อควรปฏิบัติ
     เราต้องระวังตัว ไม่ประมาทในการทำความดี ตั้งใจทำสมาธิภาวนา ไปตามลำดับไม่ย่อท้อ สักวันหนึ่งก็คงจะทำใจหยุดนิ่งเกิดปัญญา เห็นอริยสัจจ์ ทำนิพพานให้แจ้ง และกำจัดธุลีกิเลสทั้งหลายให้ล่อนหลุดไปจากใจ เป็นพระอรหันต์เข้าถึงสุขอันเป็นอมตะได้เหมือนกัน

"ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว
ไม่โลภในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ
ความโลภย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น
เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว


ผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว
ไม่ประทุษร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความประทุษร้าย
โทสะย่อมหมดไปจากใจผู้นั้น
เหมือนผลตาลสุกหล่นจากขั้ว


ผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว
ไม่หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
ผู้นั้นย่อมกำจัดความหลงได้
เหมือนอาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไปฉะนั้น"

 

 

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ "ทางก้าวหน้า"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

37หล่ะ..
ครบ 38 จะไปทำบุญสักรอบbig smile

#1 By ยายแม่บ้าน on 2008-02-20 15:41